หลากหลายวิธี..สร้างผิวกระจ่างใส ในแต่ละวัย

September 5th, 2011 by admin No comments »

วิธี..สร้างผิวกระจ่างใส ในแต่ละวัยวิธี..สร้างผิวกระจ่างใส ในแต่ละวัย

ความนิยมผิวขาวใสในบ้านเรายังคงเป็นเทรนด์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ดังนั้นบรรดาเครื่องสำอาง และคอร์สความงามทั้งหลายจึงมีผลิตภัณฑ์ และโปรแกรมผิวขาวใสออกมาแนะนำมากมายจนเลือกกันไม่ถูก เราลองมาดูกันว่ามีวิธีอะไรที่ทำให้ผิวกระจ่างใสได้บ้างและใครเหมาะกับวิธีแบบไหน..

ผิวสาวๆ คอลลาเจนยังสมบูรณ์แค่ผลัดเซลล์ผิว ก็ขาวใส เปล่งประกายได้แล้ว

สำหรับผิววัยแรกสาว โครงสร้างของผิวยังไม่มีปัญหา การช่วยเอาเซลล์ผิวเก่าๆที่ตายแล้วออก เพื่อเผยผิวใหม่สดใส ก็เพียงพอแล้วค่ะ ถ้าไม่มีรอยแดงจากสิว หรือกระ ฝ้า ทำไมจึงต้องผลัดเซลล์ผิว ธรรมชาติของผิว เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะผลัดเซลล์ช้าลงทำให้ผิวดูไม่สดใส ดูหมองคล้ำ การได้ผลัดเซลล์ผิว ไม่ว่าจะเป็นกรดผลไม้ เกล็ดอัญมณี หรือผลัดเซลล์ด้วยอณูของน้ำ จะช่วยเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วและตกค้างอยู่ออกไป เผยให้เห็นผิวใหม่ที่สดใส คนทุกวัยควรผลัดเซลล์ผิวเป็นประจำ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งจำเป็นต้องช่วยผลัดเซลล์มากขึ้น เพราะร่างกายจะไม่ค่อยผลัดเซลล์ผิวเหมือนผิวเด็กๆ ควรทำเป็นประจำ ประมาณ 2 สัปดาห์ครั้ง

ใช้เลเซอร์แก้ปัญหารอยดำ รอยแดงจากสิว

ถ้าเป็นรอยดำ รอยแดงจากสิว ผิวหมองคล้ำจากแสงแดด จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ลงไปทำงานลึกขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ ที่มีเส้นเลือด และเซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ เป็นเครื่องมือในกลุ่มเลเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น Fraxel Laser หรือ Bright Laser เพื่อจัดการกับเซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทน

เมื่ออายุมากขึ้น ต้องฟื้นฟูทั้งโครงสร้าง เพื่อให้ผิวกลับมากระจ่างใส

อายุที่มากขึ้น ส่วนประกอบสำคัญของผิวก็เริ่มเสื่อมไปตามวัย ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจน อีลาสติน และสารอุ้มน้ำในผิวที่เรียกว่าไฮยาลูรอนิก แอซิค เมื่องโครงสร้างสำคัญของผิวเสื่อมสภาพ คอลลาเจนก็จะแข็งทื่อ สีซีดๆ ไฮยาฯลดจำนวนลง สิ่งที่สะท้อนออกมาที่ผิวด้านนอกก็คือผิวหมองคล้ำและริ้วรอยที่เพิ่มมากขึ้น ผิวขาดความยืดหยุ่น และขาดความเปล่งปลั่ง จะเห็นว่าผิวของคนที่มีอายุจะดูเหลืองๆ ไม่เปล่งปลั่งอมชมพู เหมือนผิวเด็ก นั่นเป็นสัญญาณของโครงสร้างผิวที่เสื่อมสภาพ ผิวลักษณะนี้แค่การผลัดเซลล์ผิวคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องฟื้นฟูโครงสร้างทั้ง 3 ส่วนไปพร้อมๆกัน โดยสามารถเลือกทรีตเม้นต์ที่ฟื้นฟูคอลลาเจนควบคู่ไปกับการเพิ่มสารไฮยาฯให้กับผิว เมื่อเร็วๆนี้ ได้มีเครื่องมือใหม่ที่ทำงานด้วยการฟื้นฟูส่วนประกอบของผิวทั้ง 3 ส่วนไปพร้อมๆกัน มีชื่อเรียกว่า Fractional RF Needle หรือ Nano Prime ทำงานโดยการส่งพลังงาน RF ผ่านเข็มนาโนที่ออกแบบพิเศษ ทำให้พลังงานลงสู่ผิวชั้นลึกที่ต้องการโดยตรง โดยไม่เกิดการสูญเสียพลังงานไประหว่างชั้นผิว และไม่ทำลายเซลล์ผิวส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดการฟื้นฟู คอลลาเจน และเส้นใย อีลาสตินได้เต็มที่ ตลอดจนพิ่มปริมาณ สารอุ้มน้ำตามธรรมชาติ หรือ กรดไฮยาลูรอนิก แอซิด ที่ทำให้ผิวดูกระจ่างใส เหมือนผิวเด็ก จึงเป็นอีกทางเลือกในการสร้างความเปล่งปลั่ง สดใสให้กับผิวที่มีอายุ

แต่เหนือสิ่งอื่นใด เครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยไม่ว่าจะในวัยไหน สำหรับผิวกระจ่างใส ก็คือครีมกันแดด ถ้ารักผิวและต้องการให้ผิวกระจ่างใส ก็ต้องหมั่นทาครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแสงแดดจัดเป็นเวลานานๆ ศัตรูตัวร้ายของผิวกระจ่างใส ก็คือแสงแดด

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

แบ่งปันเพื่อน

เรื่องน่ารู้..การยกกระชับหน้าด้วยไหม

September 5th, 2011 by admin No comments »

เรื่องน่ารู้..การยกกระชับหน้าด้วยไหม

ช่วงนี้กระแสการยกกระชับหน้าด้วยไหม กำลังมาแรง เลยอยากจะขอคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีตัวนี้ ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร และมีพัฒนาการอย่างไร ควรใช้ในกรณีไหนและมีข้อควรระวังอะไรบ้าง

การยกกระชับหน้าด้วยไหม Aptos

เทคโนโลยีในการยกกระชับหน้าด้วยไหม ที่จริงไม่ใช่ของใหม่มันมีมานานกว่า 10 ปีแล้วค่ะ แนวคิดของการใช้ไหมก็คือ ทำอย่างไรให้ไม่ต้องผ่าตัดแล้วสามารถดึงหน้าได้ ในสมัยนั้นการยกกระชับหน้าแบบเทอร์มาจ หรืออัลเธอรายังไม่มี เมื่อต้องการจะต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกก็มีทางเดียวคือต้องผ่าตัดทำ face lift ซึ่งมีความยุ่งยาก มีความเสี่ยงสูง และมีช่วงเวลาที่ต้องพักฟื้นนาน จึงได้เกิดแนวคิดการใช้ไหมยกกระชับหน้าขึ้น ในช่วงแรก จะเป็นไหมที่มีชื่อเรียกว่า Aptos มีลักษณะเป็นไหมฟันปลาคิดค้นและพัฒนาโดยศัลยแพทย์ชาวรัสเซีย ที่ดัดแปลงการใช้ประโยชน์ของไหมเย็บแผล โดยคิดค้นและออกแบบเส้นไหมให้มีลักษณะเหมือนฟันปลา สำหรับเกี่ยวดึงผิวหนังให้ยกกระชับขึ้น จึงเหมาะสำหรับการดึงผิวหน้าเฉพาะส่วน เช่น หางคิ้ว ร่องแก้ม เป็นต้น

ไหมทอง..ยกกระชับ และให้ผิวใส

ถัดมาก็เป็นไหมทอง ด้วยแนวคิดที่ว่า ทองคำทำให้ผิวกระจ่างใสได้ ก็เลยมีการใส่ทองเข้าไปเพื่อให้ผิวใส ต่อมาก็มีการเพิ่มขนาดไหม เพื่อให้เกิดการยกกระชับผิวด้วย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอกเข้าไป ร่างกายก็จะสร้างคอลลาเจนใหม่ในบริเวณนั้น ทำให้ผิวยกขึ้น ตึงขึ้น ข้อควรระวังก็คือ หลังทำควรจะต้องเลี่ยงทรีทเม้นต์ที่ให้ความร้อนต่างๆที่ใบหน้า หรือทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากนั้นการร้อยเส้นไหมทองคำ อาจจะมีปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้โลหะได้ จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังและโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ ไหมทองจะไม่สามารถย่อยสลายได้ แม้ทำไปนานแล้วก็ตาม ถ้าไป x-ray ดูก็จะยังเห็นเป็นขีดๆอยู่ทั่วใบหน้า โลหะหนักถือเป็นสารอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว

เรื่องน่ารู้..การยกกระชับหน้าด้วยไหม

ไหมละลาย..เทรนยกกระชับหน้าที่กำลังมาแรง

ล่าสุดที่กำลังฮิตในขณะนี้ คือไหมละลาย ซึ่งก็มีการพัฒนาเทคนิคกันในหลายประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป และเกาหลี สำหรับไหมละลาย ชื่อก็บอกแล้วนะคะว่ามันจะย่อยสลายไปได้เองตามธรรมชาติ ต่างกับ 2 แบบแรกที่ไม่ใช่ไหมละลาย สำหรับแนวคิดของไหมละลายจะแตกต่างจาก 2 วิธีแรกเลย คือไม่ได้ใช้ไหมเพื่อการยกผิว แต่เป็นการร้อยไหมเส้นเล็กๆจำนวนมากเป็นร้อยเส้นเข้าสู่ชั้นผิวหนัง ไหมจะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เนื่องจากเกิดการอักเสบของผิวหนังที่ร้อยไหมเข้าไป ธรรมชาติจะสร้างคอลลาเจนในบริเวณที่เกิดการอักเสบค่ะ เป็นการหลอกให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนในบริเวณที่เราต้องการ เมื่อเกิดการสร้างคอลลาเจนก็ทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้น ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้น ผลอยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6 เดือน ข้อดีคือทำแล้วเห็นผลทันที แต่ก็มีข้อเสีย คือมีความเสี่ยง ถ้าร่างกายไม่รับ เกิดแพ้ไหมขึ้นมา และไหมยังไม่ละลาย ร่างกายก็จะพยายามผลักมันออก ก็จะทำให้ผิวเป็นตุ่มๆ หนองขึ้นได้ นอกจากนี้การเอาเข็มจิ้มไหมลงไปเป็นร้อยครั้งก็จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากกว่า ต้องเลือกทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

การจะเลือกใช้วิธีการยกกระชับหน้าด้วยไหมควรศึกษาหาข้อมูลให้มาก และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะออกแบบการใช้ไหมให้เกิดประโยชน์เหมาะสมกับปัญหาได้มากที่สุด อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไหมทั้งหน้า แต่เลือกใช้เฉพาะจุดเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด เพราะในบางจุดของใบหน้าก็ไม่เหมาะกับการใช้ไหม เช่น ที่ปลายจมูกเพราะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยก็อาจจะเกิดการอักเสบได้ง่าย ทุกการการรักษามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันและมีความเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหาข้อมูล เพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหามากที่สุด

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

http://www.apexprofoundbeauty.com

แบ่งปันเพื่อน

ลาก่อนศัลยกรรม ปรับโหงวเฮ้งรอบดวงตาได้ ไม่ต้องเจ็บตัว

September 5th, 2011 by admin No comments »
ศัลยกรรม ปรับโหงวเฮ้งรอบดวงตา

ศัลยกรรมปรับโหงวเฮ้งรอบดวงตา

ปัญหาดวงตาที่เริ่มมากวนใจ หนุ่มสาววัย 30 ขึ้น และจะยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อตัวเลขอายุเพิ่มขึ้น ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาดวงตาที่ดูเหนื่อยล้า มีถุงใต้ตา ตาตก .. เสียโหงวเฮ้ง

“ดวงตา” ถือเป็นจุดเด่นสำคัญบนใบหน้า เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ใบหน้าสวยงาม ดูดี เมื่ออายุมากขึ้น และเกิดความหย่อนคล้อยในส่วนโครงสร้างของผิวบริเวณรอบดวงตาจึงส่งผลให้รูปหน้า และความดูดีลงตัวของใบหน้าเปลี่ยนไป องศาที่เคยรับกันก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะมองด้านหน้าหรือด้านข้าง แต่งหน้าก็ยากขึ้น ยิ่งแต่งก็เหมือนจะยิ่งเน้นจุดบกพร่องให้โดดเด่นชัดเจนมากยิ่งขึ้นเสียอีก

ถุงใต้ตาเกิดจาก การป่องนูนของไขมันบริเวณใต้ดวงตา ซึ่งปกติจะถูกกั้นไว้ด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้ดูเรียบตึง แต่เมื่อขาดการดูแล หรือมีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ และที่สำคัญจากวัยที่เพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อที่เคยแข็งแรงพยุงไขมันให้เรียบเนียนก็จะเริ่มหย่อนยาน ทำให้ไขมันส่วนนี้ค่อยๆ นูนป่องออกมาทีละน้อยๆ จนเห็นได้ชัดขึ้นทุกที แม้โปะเครื่องสำอางก็ไม่สามารถช่วยปกปิดร่องรอยดังกล่าวได้ ทำให้ดูอ่อนล้า ไม่สดใส มีชีวิตชีวา บางคนถึงกับบอกว่าทำให้เสียโหงวเฮ้ง

วิธีที่ดีที่สุดที่จะลดถุงไขมันใต้ตาได้ก็คือ การผ่าตัดเอาถุงไขมันใต้ตาออก แต่ก็เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงกับการผ่าตัด มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดแผลเป็น หรือทำแล้วดูไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้โหงวเฮ้งยิ่งเสียหนักเข้าไปอีก หรือที่เขาเรียกว่า “ตาแหก” ซึ่งฟังแล้วดูไม่ดีแน่ๆ แต่ก็เป็นโชคดีของคนในปัจจุบัน ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยทำให้ดวงตากระชับตึงได้อย่างดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัด และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้อย่างน่าพอใจ ไม่มีความเสี่ยง ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ วิธีแรกที่จะแนะนำ ก็คือ อัลเธอรา ซึ่งได้รับ US FDA approved ในการยกคิ้ว เป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการยกกระชับส่วนลึก โดยใช้พลังงานอัลตราซาวด์ ทำงานไปถึงชั้นพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อ (SMAS) โดยส่งพลังงานลงไปเป็นจุดๆ ถี่ๆในแนวกล้ามเนื้อ ทำให้ SMAS ที่ยืดย้วย กลับมาแข็งแรงกระชับตึงอีกครั้ง สามารถเก็บไขมันไม่ให้โป่งพองออกมาจนทำให้รูปหน้าเสียโหงวเฮ้ง

อีกวิธี คือ เทอร์มาจ โดยใช้พลังงาน RF ที่สร้างความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ให้แก่คอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้โครงสร้างของผิวหนังกระชับตึงขึ้นทันที หนังตาบนก็จะตึงขึ้น ถุงใต้ตาและริ้วรอยก็จะยกกระชับ เรียบเนียน อีกทั้งยังมีหัวทิปที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อกระชับผิวที่มีความบอบบางบริเวณรอบดวงตาทำให้แก้ไขปัญหาหย่อนคล้อยของผิวหนังและริ้วรอยรอบดวงตาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

ทั้งอัลเธอรา และเทอร์มาจ เป็นการลงไปฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระดับลึก จึงต้องใช้ระยะเวลาให้ผิวมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ทำประมาณ 2 สัปดาห์ และจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จนหลังทำ 2 เดือน ผลที่ได้ก็จะอยู่ได้ยาวนานประมาณ 2 ปี ที่สำคัญหลังการทำไม่ว่าจะเป็นอัลเธอรา หรือเทอร์มาจ คนไข้สามารถแต่งหน้า และกลับไปทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น นับว่าสะดวกสบายมาก

ปัญหารอบดวงตาแก้ไขได้ไม่ยาก และสามารถผสมผสานเทคนิควิธีหลากหลายเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด อาจมีการใช้โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และเลเซอร์ร่วมด้วยเพื่อแก้ปัญหาอื่นๆ เช่น ริ้วรอยลึก ร่องลึกใต้ตา หรือรอยคล้ำใต้ตา จึงควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เหนืออื่นใด..วิธีทั้งหมดนี้ ต้องร่วมกับการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ทะนุถนอมผิวบริเวณรอบดวงตาอย่างระมัดระวัง และที่สำคัญนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

ข้อมูล/ภาพ : Apex Profound Beauty

www.apexprofoundbeauty.com

แบ่งปันเพื่อน

ศัลยกรรมตาวิธีไหน ใช่สำหรับคุณ

September 5th, 2011 by admin No comments »

Pic_198202

ศัลยกรรมยอดฮิตติดตลาดของคนรักสวยรักงามในแถบเอเชีย คงจะหนีไม่พ้นการศัลยกรรมเปลือกตา เพื่อให้ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งให้องค์ประกอบของใบหน้าดูดีขึ้นด้วย ซึ่งผลหลังจากศัลยกรรมก็เป็นที่พึงพอใจบ้าง ไม่ได้ดั่งใจบ้าง ด้วยเหตุผลหลายประการ โดยส่วนใหญ่มักมาจากความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตรงกันและการศึกษาข้อมูลไม่ เพียงพอ

นายแพทย์ณรงค์เดช เจียรพีพันธ์ ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงการทำศัลยกรรมตาว่า เป็นวิธีที่จะช่วยเปลี่ยนรูปร่าง (shaping) ของดวงตา หรือปรับเปลี่ยนลักษณะของชั้นตา ซึ่งการตัดสินใจทำศัลยกรรมอาจมาจากความรู้สึกว่ามีถุงไขมันใต้ตาห้อยย้อย หรือเห็นเป็นถุงโป่งชัดที่เปลือกตาล่าง หรืออาจเห็นว่าผิวหนังหย่อนคล้อย หรือมีริ้วรอยมากบริเวณ เปลือกตาบนหรือล่าง ซึ่งทำให้มองเห็นว่ามีลักษณะเหมือนคนตาปรือ เปลือกตาตก ดูแล้วดวงตาไม่สดใส ซึ่งปัจจุบันเราสามารถแบ่งการทำศัลยกรรมตา (Blephaloplasty) ออกเป็น 2 แบบคือ

การศัลยกรรมเปลือกตาบน (Upper Blephaloplasty)

การศัลยกรรมเปลือกตาล่าง (Lower Blephaloplasty)

การศัลยกรรมเปลือกตาบน

เป็นการ ทำศัลยกรรมเพื่อแก้ไขเปลือกตาให้มีลักษณะที่ต้องการ เช่น ทำให้เกิดเป็น 2 ชั้น การแก้ไขผิวหนังที่ตาหย่อนยาน การแก้ไขพวกนี้ทำได้ 2 แบบ

แบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้วิธีการเจาะรูเล็กๆ ในระดับความสูงของชั้นเปลือกตาที่ต้องการ แล้วใช้การเย็บและผูกปมไว้ใต้ผิวหนัง

ทำชั้นเปลือกตาโดยไม่ผ่าตัด ด้วยการเจาะรูเล็กๆ แล้วผูกปมไว้ใต้ผิวหนัง

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อายุน้อย เปลือกตาบาง ไม่ควรมีไขมันใต้เปลือกตามาก มีข้อดีคือไม่มีรอยแผลเป็น และฟื้นตัวเร็ว แต่ผู้ที่ทำชั้นเปลือกตาด้วยด้วยวิธีนี้ต้องยอมรับข้อจำกัดบางประการคือ ชั้นตาที่เกิดขึ้นอาจจะหลุด หรือระยะเวลาอยู่คงทนของชั้นตาลดน้อยลง ซึ่งอาจต้องกลับมาแก้ไขเพิ่มเติม

แบบผ่าตัดที่เปลือกตา โดยตัดเอาผิวหนังส่วนเกินออก รวมถึงอาจจะมีบางส่วนของกล้ามเนื้อ และไขมันที่ใต้เปลือกตาที่มีมากเกินไปออกด้วย แล้วทำการเย็บปิดแผลให้เกิดชั้นเปลือกตา วิธีนี้ชั้นเปลือกตาที่เกิดขึ้นจะอยู่นาน และเป็นการแก้ไขปัญหาเปลือกตาตก หย่อนคล้อยได้ดี แต่ผู้รับการผ่าตัดต้องยอมรับว่า วิธีนี้จะมีรอยแผลจากการกรีดที่เปลือกตา รวมทั้งการบวมช้ำที่มีมากกว่าวิธีแรก

การผ่าตัดเพื่อทำชั้นเปลือกตาบน

การศัลยกรรมเปลือกตาล่าง

การศัลยกรรมชนิดนี้เพื่อแก้ไขถุงไขมันที่ใต้เปลือกตาล่าง ริ้วรอยใต้เปลือกตาล่าง ซึ่งสามารถแบ่งการทำศัลยกรรมนี้ได้ 2 แบบเช่นกัน
การ ทำผ่านเยื่อบุตาขาว ซึ่งอยู่ด้านในของเปลือกตาล่าง (Trans conjunctival) ทำในกรณีที่ต้องการเอาแต่ไขมันส่วนเกินออกอย่างเดียว โดยไม่ตัดผิวหนังออกด้วย วิธีนี้จะไม่มีรอยแผลให้เห็นภายนอกของเปลือกตา โดยรอยแผลจะอยู่ด้านในของเปลือกตา

การกรีดผ่านชั้นผิวหนังและกล้าม เนื้อของเปลือกตาล่าง บริเวณใกล้ขนตา เพื่อตัดผิวหนังส่วนเกินออก รวมทั้งเอาไขมันที่มีมากเกินไปออกด้วย วิธีนี้จะมีรอยแผลใต้ขนตาล่าง แต่จะช่วยแก้ไขเรื่องผิวหนังที่หย่อนยานและริ้วรอยที่เปลือกตาล่างได้ด้วย นอกเหนือจากการกำจัดถุงไขมันใต้ตา

ก่อน(A)และหลัง(B)ผ่าตัดแก้ไขถุงไขมันใต้ตาและเปลือกตาบน

อย่างไร ก็ตาม การทำศัลยกรรมให้ได้ผลดี ควรจะศึกษาหาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ ซึ่งควรจะได้รับความคิดเห็นหรือข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ มากกว่าที่เดียว รวมถึงได้มีการพูดคุยถึงความชอบความต้องการของเรา และสิ่งที่ศัลยแพทย์สามารถช่วยได้ อย่าทำเพียงเพราะมีคนชักจูง แนะนำให้ทำ ควรให้เวลาในการหาข้อมูล ปรึกษาแพทย์พอสมควร แล้วจึงจะตัดสินใจ

นาย แพทย์ณรงค์เดชกล่าวว่า ควรทราบถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี ความเสี่ยงในการทำว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เพื่อจะได้ตัดสินใจรับความเสี่ยงของการทำศัลยกรรมได้ และจะได้ไม่ตกเป็นผู้เสียหายอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ จึงอยากจะแนะนำให้การหาข้อมูลเพิ่มเติมในยุคดิจิตัลแบบนี้ เว็บไซต์ที่เป็นกลางให้ข้อมูลเชิงวิชาการ และเป็นศูนย์รวมของศัลยแพทย์ตกแต่ง ที่เป็นอีกทางเลือกในการหาข้อมูลเพิ่มเติมคือ เว็บไซต์ของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย www.plasticsurgery.or.th และสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย www.surgery.or.th ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลศัลยแพทย์ตกแต่งในประเทศไทย ที่ผ่านการอบรมและควบคุมในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งประชาชนโดยทั่วไป สามารถเข้าไปสอบถามความรู้เพิ่มเติมและขอคำปรึกษาแนะนำที่เป็นกลางได้

ศูนย์ผิวหนัง เลเซอร์และความงาม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

แบ่งปันเพื่อน

แพทยสภาฟันธง ผ่าเสริมจมูก ไม่ทำให้อัมพาต

June 3rd, 2011 by admin No comments »

แพทยสภาแถลงร่วมกับสมาคมศัลยกรรมฯ และราชวิทยาลัยโสตฯ ฟันธง ผ่าตัดเสริมจมูกไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ “น้องบุ๋ม” นศ.สาวอดีตนักกีฬาทีมชาติ ติดเชื้อจนเป็นอัมพาต แนะเจาะน้ำไขสันหลังตรวจห้องแล็บ พร้อมสอบจริยธรรมแพทย์เจ้าของคลินิก…

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา แถลงข่าวร่วมกับราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย และสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กรณี น.ส.ชไมพร หรือน้องบุ๋ม แก้วเกื้อ อายุ 22 ปี อดีตนักกีฬากระโดดสูงทีมชาติไทย และเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ทำศัลยกรรมจมูกแล้วเข้าใจว่า ทำให้เกิดการติดเชื้อจนเป็นอัมพาตมากว่า 3 ปี ว่า การผ่าตัดเสริมจมูกไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อเริมในสมองแม้ว่าผู้ป่วยรายดังกล่าวจะมีการติดเชื้อเริมในสมองจริงก็ตาม

ทั้งนี้ แพทยสภาได้รับเรื่องนี้จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อสอบสวนทางด้านจริยธรรมแล้ว และกำลังตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลินิกที่ทำการผ่าตัดครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องโรคนั้นต้องอาศัยหลักวิชาการมายืนยันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเสริมจมูก ทำตา ผ่าตัดไซนัส หรือผ่าตัดบริเวณใบหน้า โดยการฉีดยาชาเฉพาะที่ วิธีการในกลุ่มเดียวกันถือได้ว่าปลอดภัยและยอมรับได้ในสากล ซึ่งการทำหัตถการทุกรูปแบบอาจเกิดผลแทรกซ้อนเฉพาะบริเวณผ่าตัด เช่น อาการบวม หรือติดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นปกติ

ด้าน รศ.นพ.ภาคภูมิ สุปิยพันธุ์ ประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาขอยืนยันว่าการผ่าตัดจมูกแม้จะเป็นส่วนที่ใกล้สมองจริง แต่ไม่เคยพบการติดเชื้อลักษณะนี้ สำหรับกรณีผู้ป่วยมีเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส อยู่แล้วเป็นไปได้ว่าจะมีการลุกลามผ่านเยื่อบุโพรงจมูกทะลุเข้าสู่สมองได้ ซึ่งหู จมูก มีระยะใกล้สมองที่สุด ดังนั้น หากมีเชื้อมีโอกาสแพร่สู่สมองได้ง่ายกว่าที่อื่น

พ.ต.ต.นพ.จิรายุ วิสูตรานุกูล อายุรแพทย์โรคติดเชื้อโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ในประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยไข้สมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อเริมอยู่บ้าง แต่ไม่ทราบอุบัติการณ์ที่แน่นอน ส่วนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ป่วยน้อยมาก เฉลี่ย 2-3 รายต่อประชากรล้านคนเท่านั้น

ขณะที่ พล.ต.ต.นพ.อรรถพันธ์ พรมณฑารัตน์ ตัวแทนสมาคมศัลยกรรมและเวชศาสตร์เพื่อการเสริมสวยประเทศไทย กล่าวว่า การทำศัลยกรรมเพื่อการเสริมความงามในส่วนของจมูกนั้น โดยทั่วไปไม่เคยมีรายงานทางการแพทย์ว่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคไข้สมองอักเสบได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคติดเชื้อที่อันตรายอย่างเริม เพราะเชื้อนี้ไม่แสดงอาการ และขณะป่วยผ่าตัดพอดีอาจเป็นไปได้ว่าเชื้อจะลุกลามเข้าสู่สมอง ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุการป่วยของ นส.ชไมพร แพทย์จำเป็นต้องเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผลที่แม่นยำ.

ศัลยกรรม ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งปันเพื่อน

เสพติดศัลยกรรมสวย-หล่อ สุขจอมปลอม เท่ากับ ‘ฆ่าตัวตาย’

May 26th, 2011 by admin No comments »

สมัยนี้เข้าตำราของแท้แพ้ของเทียม เรื่องการศัลยกรรมเลยไม่ใช่สิ่งที่แปลกประหลาดอีกต่อไป ยิ่งในช่วงหลังมานี้ การเอาชนะความแก่ แก้จุดบกพร่อง ด้วยการศัลยกรรมก็มีให้เห็นกันมากขึ้น ลามไปถึงกลุ่มวัยรุ่นและเด็กที่อายุยังไม่ถึง 15 ปีด้วยซ้ำ ซึ่งทางดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรมจิตแพทย์ชื่อดังได้กล่าวถึงการเสพติดศัลยกรรมว่าเป็นภาวะที่สังคม กำลังป่วยอย่างหนัก เพราะเชื่อว่าความสวยหล่อเป็นสิ่งที่สร้างความสุขได้ แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมมากกว่า

“สังคมทุกวันนี้บอกว่าความสุขต้องเกิดขึ้นถ้ามีเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ และสุดท้ายคือความสวยความห่อ มันถึงเลยเป็นแบบนี้กันไปทั่วโลกเลย ในเอเชียเราที่เห็นชัดก็เกาหลี ญี่ปุ่น สร้างความเชื่อว่าถ้าไม่สวยก็ตายดีกว่า ผู้ชายสมัยนี้ก็เป็นเหมือนกัน ยิ่งตอนนี้มันลามไปถึงเด็กในวัยที่ไม่สมควรจะทำแล้วด้วย ผมว่าคนเป็นพ่อแม่ไม่ควรจะยัดเยียดมากเกินไป และต้องให้การศึกษากับเด็กๆ ให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในสถานศึกษา เราต้องปลูกฝังกันได้แล้ว เพราะพ่อแม่สมัยนี้ เด็กบางคนก็ไม่เชื่อฟังหรอกครับ แต่พอเป็นครูอาจารย์ เขาจะมีความเกรงใจมากกว่า และเชื่อมากกว่า เพราะไม่ได้เห็นกันทุกวันเหมือนพ่อแม่ นอกจากนี้สิ่งที่ต้องเข้ามาช่วยก็คือสื่อต่างๆ เพราะทุกวันนี้ผมมองว่ายังไม่ค่อยให้ความร่วมมือที่ดีมากพอนะ และก็ชอบนำเสนอแต่ภายนอก ให้เห็นแต่ความสวยหล่อ จนสังคมมองว่าสิ่งนี้มันทำให้คนเรามีความสุข”

เรื่องการศัลยกรรมทุกวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางอารมณ์ของ คนในสังคมได้ชัดเจนมาก เพราะจิตแพทย์ชื่อดังอธิบายว่า ส่วนใหญ่แล้วพวกที่มีความสุขกับการทำศัลยกรรมจนถึงขั้นเสพติดนั้น มักจะเป็นอาการของโรคสะเทือนขวัญ หรือ Trauma

“การศัลยกรรมนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องสวยหล่อ จึงไม่ได้มีความจำเป็นมากที่จะต้องทำ มันมีผลเสียมากกว่าผลดี เพราะร่างกายคนเราเมื่อได้รับสารแปลกปลอมเข้าไป มันจะไปทำร้ายเซลล์เหมือนเป็นการฆ่าตัวเองตายทีละส่วน ซึ่งอาการนี้เขาเรียกว่า Trauma หรือสิ่งที่คุกคามเข้าไปในเซลล์ประสาทเราคิดว่าทำแล้วสวย แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นการทำร้ายตัวเองมากที่สุดในชีวิตเรา”

จะเป็นเพราะความไม่รู้จักพอ หรือเพราะต้องการเสริมบุคลิกให้ตัวเองดูดีขึ้นก็ตาม แต่การทำศัลยกรรมไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ก็ควรนึกถึงความเหมาะสมในด้านต่างๆด้วย อย่างล่าสุดกรณีของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ซึ่งนาง Kerry Campbell ผู้เป็นแม่ฉีดโบท็อกซ์ให้ทุกๆ 3เดือน ก็คืออีก 1 คนที่เป็นเหยื่อการเสริมความงามที่ผิด เพราะด้วยวัยที่ยังไม่มีความจำเป็นในการฉีด ซึ่งจากกรณีนี้ ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงค่านิยมในสังคมที่นับวันมองเรื่องการศัลยกรรมเป็นเรื่องที่ใครทำก็ได้ อย่างนั้นหรือ?

ความคิดพิสดารในเรื่องการทำศัลยกรรมไม่ว่าจะผ่าตัด หรือการฉีด ยังไม่ใช่แค่เพื่อเสริมความสวย สร้างความพอใจให้ตัวเองเท่านั้น เพราะบางคนเลือกใช้วิธ๊นี้ในการเลียนแบบไอดอลของตัวเอง สาวอเมริกันหลายคนยอมเจ็บ และยอมเสียสมบัติอันล้ำค่าที่พ่อแม่ให้มาตั้งแต่เกิดอย่างใบหน้าตัวเอง เพื่อเปลี่ยนให้เหมือนดารา หรือบุคคลที่ตัวเองคลั่งไคล้ ซึ่งผลการทำจะออกมาดูสวยสง่า หรือสวยสยองก็ต้องตัดสินกันเอาเอง

ด้วยความคลั่งไคล้ในตัวของสาวแองเจลีน่า โจลี่ คุณแม่ลูกแฝด 8 คน Nadya Sulemanที่เคยโด่งดังงอยู่ช่วงนึง เลยจัดการโมดิฟายหน้าตัวเองใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เหมือนดาราสาวแองจี้มากที่สุด

Nileen Namita วัย 49 ปี ขอสวยแบบสาวอียิปต์ยุคโบราณด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนโฉมตัวเองให้เหมือนราชินีเนเฟอติติ ที่ได้รับการยกย่องว่าสวยเหมือนนางฟ้า แต่หลักฐานที่เห็นก็มีเพียงรูปปั้นของพระนางเท่านั้น หมอเลยจัดการก๊อปปี้หน้ารูปปั้นจนเหมือนเปีะๆ ให้เธอสมใจ

ก่อนทำ

ก่อนทำ

หลังทำ

หลังทำ

ใช่ว่าจะมีแต่คนที่คิดทำศัลยกรรมพิสดารกันอย่างด้วย เพราะจริงๆแล้วการทำศัลยกรรมนั้นเป็นการรักษาผู้ป่วยที่สูญเสียอวัยวะ หรือมีความบกพร่องทางร่างกาย การสัลยกรรมจึงเป็นการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติให้มากที่สุด อาจไม่ 100 % แต่อย่างน้อยก็ทำให้สภาพจิตใจของเขาดีขึ้นได้ ซึ่งล่าสุดที่ทางทีมแพทย์ของโรงพยาบาล Brigham and Women’s ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ก็ประสบความสำเร็จกับการผ่าตัดสร้างใบหน้าให้กับนายดัลลัส เวนส์ ใหม่ หลังจากที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับการเป็นคนไร้ใบหน้า จากการถูกไฟช้อตจนไหม้ จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าทั้งหมด

Twitter : SRIPLOI_THAIRATH

ศัลยกรรม ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งปันเพื่อน

เสริมจมูกไม่ได้ดั่งใจ ทำไงดี?

April 29th, 2011 by admin No comments »

หลายคนคงมีปัญหาหลังจากเข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูก แล้วออกมาไม่สวยเหมือนอย่างที่คาดหวังไว้ก่อนการผ่าตัด ทำให้รู้สึกไม่พึงพอใจ ไม่มีความสุขเหมือนอย่างที่คิดไว้ว่าจะมีหลังการเสริมจมูก

นพ.ธีระ ยั่งยืน ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงการเสริมจมูกให้สวยงามว่า การเสริมจมูกที่สวยงาม ควรเป็นการเสริมให้เหมาะสมเข้ากับรูปหน้าของแต่ละบุคคลและดูเป็นธรรมชาติ ควรมีมุมระหว่างหน้าผากและสันจมูกที่สวยงาม คือสันจมูกไม่ควรต่อตรงจากหน้าผาก ส่วนความสูงของสันจมูกไล่ระดับระหว่างตาไปถึงปลายจมูกในรูปของเส้นโค้งเล็กน้อย และไม่ควรเป็นเส้นตรงชัดเจน

แต่ถ้าเสริมจมูกแล้วสวยในความเข้าใจของท่านแตกต่างไปจากนี้ เราคงต้องมาพิจารณาเป็นรายบุคคลไป ว่าจะสามารถเพิ่มเฉพาะจุดที่อยากให้มากกว่าที่ควรจะเป็นอีกเท่าไหร่ และสามารถทำได้หรือไม่ เพราะบางครั้งมุมมองของคำว่า “สวยงาม” และ “ไม่สวยงาม” นั้นอยู่ใกล้กันมาก จนทำให้บางครั้งจากคำว่าสวยแล้วกลายเป็นไม่สวยเลยได้ง่ายมาก

ปัญหาของการเสริมจมูกแล้วดูว่าไม่สวย มีอะไรบ้าง

สันจมูกไม่โด่งพอ
สาเหตุ : คิดว่าโด่งกว่านี้จะดูดีกว่าโดยขาดความเข้าใจถึงสัดส่วนที่เหมาะสมของจมูกที่ควรมี
การแก้ไข : ทำความเข้าใจก่อนผ่าตัด โดยพิจารณาจากภาพถ่ายรูปทรงจมูกที่ผู้เข้ารับการปรึกษาต้องการ

ปลายจมูกไม่สูงเท่าที่อยากได้
สาเหตุ : หลายคนเสริมสันจมูกโด่งมากเลยทำให้ปลายจมูกดูไม่โด่ง หรืออีกกรณีคือแพทย์ใส่ซิลิโคนสั้นไป
การแก้ไข : ทำความเข้าใจว่าสัดส่วนที่เหมาะสมสวยงามคือ ความสูงระดับปลายจมูกควรมากกว่าระดับสันจมูกตรงระหว่างตา และควรใส่ความยาวซิลิโคนให้เหมาะสม

(ก่อนแก้ไข) ปลายจมูกใหญ่

(ก่อนแก้ไข) ปลายจมูกใหญ่

(หลังแก้ไข) รูปทรงทจมูกสวยงามรับกับรูปหน้า

(หลังแก้ไข) รูปทรงทจมูกสวยงามรับกับรูปหน้า

ไม่ได้ปลายจมูกรูปหยดน้ำ
สาเหตุ : ความหนาของรูปทรงซิลิโคนบริเวณปลายจมูกไม่มีลักษณะคล้ายหยดน้ำกลับหัว
การแก้ไข : เพิ่มความหนาของซิลิโคน แต่ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้ผิวหนังบางตึงใสได้

มองหรือถ่ายรูปในบางมุมแล้วไม่สวย
สาเหตุ : มุมมองของใบหน้าถ้าถ่ายภาพหน้าตรง อาจมองไม่เห็นความสูงของสันจมูกชัดเจนตรงระหว่างตา แต่ถ้าเสริมซิลิโคนที่มีความหนาพอดี เมื่อมองในมุมด้านข้าง หรือเฉียงประมาณ 30 องศา หรือ 45 องศา จะเห็นได้ชัดว่ามีสันจมูกที่โด่งชัดเจนและสวยงาม และหากยังต้องการให้ภาพหน้าตรงเห็นสันจมูกโด่งชัดเจน เราอาจได้ภาพในมุมมองด้านข้างที่ดูไม่เป็นธรรมชาติได้
การแก้ไข : ให้ความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนการผ่าตัด

สันจมูกกว้างหรือแคบ และโด่งเห็นชัดว่าผิดธรรมชาติ
สาเหตุ : ซิลิโคนกว้างหนา หรือแคบเล็กกว่าความกว้างปกติของสันจมูกที่มี ทำให้มองเห็นสันจมูกกว้างผิดธรรมชาติ
การแก้ไข : แก้ไขและลดขนาด หรือเพิ่มขนาดซิลิโคนให้เหมาะสมในแต่ละบุคคล

(ก่อนแก้ไข) จมูกใหญ่ สันจมูกดูแข็ง ปลายจมูกสั้น

(ก่อนแก้ไข) จมูกใหญ่ สันจมูกดูแข็ง ปลายจมูกสั้น

(หลังแก้ไข) รูปทรงและขนาดของจมูกสวยงามและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

(หลังแก้ไข) รูปทรงและขนาดของจมูกสวยงามและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

สันจมูกต่อตรงมาจากหน้าผาก
สาเหตุ : ซิลิโคนยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น
การแก้ไข : ให้ทำความเข้าใจเรื่องสัดส่วนที่เหมาะสม และลดความยาวของซิลิโคน

จมูกใหญ่ สันจมูกต่อตรงหน้าผาก

จมูกใหญ่ สันจมูกต่อตรงหน้าผาก

ผิวหนังบริเวณปลายจมูกแดงในระยะแรกแล้วค่อย ๆ บางจนเห็นเป็นลักษณะใส
สาเหตุ : ใส่ซิลิโคนหนาเกินไปบริเวณปลายจมูก
การแก้ไข : ลดความหนาของซิลิโคนให้เหมาะสมตรงปลายจมูก โดยให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดเข้าใจถึงความเหมาะสมก่อนเข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูก ดีกว่าต้องกลับมาผ่าตัดแก้ไขหลังเกิดปัญหาซึ่งแก้ไขได้ยากมาก

ปลายจมูกบางใสและเอียง

ปลายจมูกบางใสและเอียง

สันจมูกเฉียงคด
สาเหตุ : – ซิลิโคนชิ้นใหญ่ และ/หรือยาวกว่าขนาดโพรงที่ใส่
- แพทย์เลาะโพรงจมูกเฉียง
- มีพังผืดเส้นเล็กๆ ในโพรงที่เลาะไว้
การแก้ไข : – ลดขนาดซิลิโคนให้เหมาะสมกับขนาดของโพรงที่เลาะไว้
- แพทย์ตรวจเช็คความสมมาตรของโพรงจมูก และตัดเลาะพังผืดที่อาจมีในโพรงจมูกออก

การป้องกัน : ก่อนการผ่าตัด

ผู้เข้ารับการผ่าตัดควรมีความเข้าใจในการเสริมจมูก ว่าสิ่งที่เหมาะสมกับตนเองนั้นขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ความหนาบางของผิวหนังบริเวณจมูก และรูปทรงเดิมที่มีของจมูก

ควรมีเวลาในการปรึกษากับศัลยแพทย์ตกแต่งก่อนการผ่าตัด ควรซักถามแพทย์ให้เข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องการ และสิ่งที่เราสามารถทำได้ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด

ศัลยแพทย์ตกแต่งเลือกใช้ขนาดของซิลิโคนให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการผ่าตัดเป็นรายๆ ไป เพราะผู้เข้ารับการผ่าตัดแต่ละคนนั้น มีความแตกต่างของรูปทรงจมูก และความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อที่ต่างกัน

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

ในทางปฎิบัติเมื่อเกิดปัญหาหลังการเสริมจมูกแล้ว ศัลยแพทย์ตกแต่งมักจะแนะนำให้กลับไปปรึกษากับศัลยแพทย์ตกแต่งท่านเดิมที่ทำการผ่าตัดให้ ในบางกรณีที่ไม่สะดวกกลับไปพบแพทย์ท่านเดิม ก็อาจพิจารณาแก้ไขให้ได้แต่ต้องได้รับการปรึกษาพูดคุยให้เข้าใจถึงสิ่งที่สามารถแก้ไขให้ได้ เพราะการผ่าตัดแก้ไขในสิ่งที่เป็นปัญหานั้นทำได้ยากกว่าการเสริมจมูกใหม่

นพ.ธีระ แนะนำว่า ก่อนการผ่าตัดเสริมจมูก สิ่งที่ต้องมีคือ “ความเข้าใจ“ ว่าตนเองควรทำได้มากน้อยแค่ไหน แพทย์ผู้ที่จะทำการผ่าตัดให้ มีความเข้าใจว่าควรเสริมซิลิโคนให้แต่ละบุคคลเหมาะสมอย่างไร เพียงเท่านี้ปัญหาการเสริมจมูกแล้วไม่สวยก็จะน้อยลงไป กล่าวโดยสรุป สิ่งสำคัญก็คือความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันเท่านั้น

โดย ศูนย์ศัลยกรรมความงาม โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

แบ่งปันเพื่อน

แฟชั่นเจาะหู … เจาะอย่างไรไม่เสี่ยงโรค

April 3rd, 2011 by ndesigns No comments »

เจาะหูอย่างไรไม่เสี่ยงโรค

แฟชั่นต่างหูเพื่อความงาม

ยุคสมัยนี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นผู้คนเจาะหู ใส่ต่างหูอินเทรนด์ตามกระแส กลายเป็นแฟชั่นที่นิยมทำกันไปทั่ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แฟชั่นต่างหูก็มีมากมายหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามรสนิยมของผู้สวมใส่ การเลือกต่างหูเป็นเครื่องประดับที่เหมาะสมกับชุด และเหมาะสมกับกาลเทศะ ก็จะยิ่งส่งให้บุคลิกของคนผู้นั้นดูดีมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันก็มีวัยรุ่นบางกลุ่ม นิยมแฟชั่นเจาะหูที่ไม่ใช่เจาะแค่ติ่งหู แต่เจาะที่กระดูกอ่อนของใบหู บางคนถึงขั้นระเบิดหูให้มีรูขนาดใหญ่ ซึ่งค่อนข้างอันตรายเพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ เรื่องความสะอาด และการติดเชื้อหลังจากการเจาะหูนั่นเอง ซึ่งก็มีหลายกรณีที่เกิดการติดเชื้อ แผลเน่า และเสียชีวิตจากการเลือกเจาะหูโดยใช้เครื่องมือที่ไม่สะอาดเพียงพอ

พญ.ดวงกมล ทัศนพงศากุล อายุรแพทย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวแสดงความเป็นห่วงใย และให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันนี้วัยรุ่นนิยมสวมใส่ต่างหูตามแฟชั่นมากขึ้น บางคนไม่เจาะธรรมดาแต่เจาะให้รูกว้างกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า ระเบิดหู บางคนเจาะข้างละหลายตำแหน่ง ซึ่งในทางการแพทย์จะไม่เห็นด้วยกับการเจาะหูผ่านกระดูกอ่อนของใบหูหรือเจาะบริเวณปีกจมูก เพราะถ้าเจาะไม่ถูกวิธีหรือเครื่องมือไม่สะอาดจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ลามเข้ากระดูกได้ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้ใบหูหรือเปลือกจมูกนิ่มจนเสียรูปทรงได้

เครื่องเจาะหู

เครื่องเจาะหู


เชื้อโรคร้ายที่แฝงมากกับความสวย

การเลือกรับบริการเจาะหูในสถานที่ไม่สะอาด เครื่องมือไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาจทำให้ผู้เจาะหูติดเชื้อโรคได้ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ทำให้เป็นฝี หนอง โรคบาดทะยัก ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และเป็นมะเร็งของตับในที่สุด การติดต่อไวรัสตับอักเสบชนิดบี นั้นมี 3 ทางที่สำคัญคือ ทางเลือด โดยการใช้เข็มร่วมกัน เช่น การสัก การเจาะหู การเสพยา, ทางเพศสัมพันธ์ และจากในครรภ์มารดาสู่ทารก ที่สำคัญมากที่สุดอาจจะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์จากการใช้เครื่องมือร่วมกันได้อีกด้วย

กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงการเจาะหูและผิวหนัง

สำหรับผู้เป็นกลุ่มเสี่ยงและควรหลีกเลี่ยงการเจาะหู เจาะจมูก หรือการสักตามร่างกาย ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติเป็นแผลเป็นนูนหรือเรียกว่าคีลอยด์ได้ง่าย ผู้ป่วยที่เป็นโรครูมาติก โรคลิ้นหัวใจรั่ว หรือโรคไตอักเสบ เพราะบาดแผลจากผิวหนังถ้าทำการเจาะหูด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด ก็จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอันตราย และลุกลามไปสู่โรคที่เป็นอยู่ก่อนแล้วได้

ติ่งหูอักเสบจากการเจาะหู

ติ่งหูอักเสบจากการเจาะหู

การดูแลแผลหลังเจาะหู

การดูแลแผลหลังการเจาะหู สำคัญมาก ควรทำความสะอาดแผลบริเวณที่เจาะด้วยแอลกอฮอล์ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แผลจึงจะหายสนิท ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ หลังการเจาะหู คือการแพ้นิเกิลซึ่งผสมอยู่ในทอง โดยพบมากในเพศหญิง หรือโลหะที่เจือปนในทองของต่างหูไปกระตุ้นภูมิแพ้ในบางราย บางกรณีเกิดก้อนแข็งบริเวณที่เจาะ เพราะมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไประหว่างเจาะหู และหากเป็นแผลอักเสบเรื้อรัง ไม่ควรละเลยปล่อยไว้นาน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยเร็ว” พญ. ดวงกมลกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ผิวหนัง เลเซอร์และความงาม โทร. 0-2734-0000 ต่อ 4200, 4204

ศัลยกรรม ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งปันเพื่อน

หล่อด้วยแพทย์!!เทรนด์ใหม่สุดฮอตของหนุ่มใหญ่ไฮโซ

March 27th, 2011 by ndesigns No comments »

สมศักดิ์

ก็เพราะแรงโน้มถ่วงโลกไม่เคยปรานีใคร!! ใบหน้าเต่งตึงที่เคยปราศจากริ้วรอยเมื่อวัยหนุ่มสาว จึงเริ่มหย่อนคล้อย และเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา ตอนอายุเลขสาม ยังพอโปะครีมบำรุงช่วยกระชับผิวหน้าได้บ้าง แต่พอเข้าวัยหลักสี่ ต่อให้ครีมกระปุกละเป็นหมื่นก็ต้านแรงโน้มถ่วงไม่อยู่ เพราะริ้วรอยแห่งอารมณ์ทั้งหลายจะพร้อมใจกันปรากฏบนใบหน้า…เผลอแป๊บเดียวเท่านั้น ลุกขึ้นมาส่องกระจกอีกทีตอนวัยขึ้นเลขห้า อาจต๊กใจจนทนไม่ไหว เพราะจู่ๆสารพัดริ้วรอยที่ฟ้องถึงความแก่ ก็จะมารวมพลกันราวกับนัดหมายไว้ล่วงหน้า ทั้งรอยตีนกา, รอยหน้าผาก และรอยย่นรอบดวงตา ยังไม่รวมถึงหางตาตก และร่องแก้มลึก…ซ้ำร้ายเมื่อเลยวัยเกษียณ สัญญาณบ่งบอกถึงความชราภาพยังกระหน่ำซ้ำเติมให้เซ็งจิต เรียกว่าอะไรที่เคยเต่งตึงก็พลอยเหี่ยวย่น และหย่อนคล้อยทันตาเห็น ทั้งๆที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองแก่สักนิด เพราะหัวใจยังกระปรี้กระเปร่า และมีแรงสร้างสรรค์สิ่งดีๆได้อีกเยอะแยะ

ความกลัวแก่” ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงแวดวง สุภาพบุรุษด้วย โดยผลการสำรวจจากสมาคมศัลยแพทย์ของอเมริกาบ่งชี้ว่า ผู้ชายอเมริกัน เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยียกกระชับผิวหน้า เพิ่มขึ้นถึง 14% ในปี 2010 โดยเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นในหมู่ หนุ่มใหญ่วัยเลขสี่ และเลขห้า ซึ่งจู่ๆก็ลุกขึ้นมาทำ “เฟซลิฟต์” เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า จนกลายเป็นแฟชั่น เพราะไม่อยากถูกมองว่า “แก่” และกังวลใจว่า จะถูกคนรุ่นใหม่ที่หนุ่มกว่า แอ็กทีฟกว่า ไล่แซงหน้าขึ้นมาแทนที่!!

อันที่จริง เทรนด์ฮิตที่ว่านี้ระบาดมาถึงเมืองไทยนานแล้ว โดยเฉพาะในแวดวงผู้บริหาร และเซเลบริตี้คนดัง ถือว่าแอดวานซ์กว่าอเมริกามาก เพราะค้นพบความมหัศจรรย์ของนวัตกรรมยกกระชับผิวหน้ามาเป็นทศวรรษแล้ว เพียงแต่เก็บงำไว้เป็นความลับส่วนตั๊วส่วนตัว ไม่อยากแพร่งพรายให้ใครรู้ว่าหล่อด้วยแพทย์

ในฐานะ “เจ้าพ่อเฟซลิฟต์” ทดลองเทคโนโลยีการยกกระชับผิวหน้ามาแล้วทุกขนาน “ดร.สมศักดิ์ ชลาชล” กูรูซาลอนมือหนึ่ง วัย 54 ปี ของเมืองไทย ขยับปากเล่าแบบไม่อายใครว่า เป็นคนรักสวยรักงามตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ใครบอกว่าอะไรดีอะไรใหม่ล่าสุดก็จะลองทำหมด เพื่อต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลก โดยส่วนตัวเริ่มใช้ครีมบำรุงผิวหน้าตั้งแต่อายุ 18 ปี พออายุเข้าเลขสาม ก็ทำเบบี้เฟซด้วยกรดผลไม้ และค่อยๆเขยิบขึ้นมาลองฝังเข็ม, ใช้แผ่นแม่เหล็กกระตุ้นคอลลาเจน และทำเทอร์มาจ เพื่อให้ผิวหน้าฟูขึ้น ก็ทำมาเรื่อยๆไม่เคยหยุด ขนาดจมูกก็เคยฉีดซิลิโคนเสริมดั้งมาแล้ว และจะฉีดโบทอกซ์ปีละครั้ง เพื่อเก็บคางให้เล็กเรียว…เหลือแต่มีดหมอเท่านั้น ที่ไม่เคยลอง!!

ช่างผมคนดังเล่าว่า ตอนอายุเริ่มขึ้นเลขห้า เมื่อ 3-4 ปีก่อน รู้สึกว่าเหนื่อยง่าย และอ่อนเพลียแบบไม่มีสาเหตุ เลยไปปรึกษาหมอ และตรวจสุขภาพอย่างละเอียด แต่ไม่พบปัญหาอะไร ตอนหลังมีคนแนะนำให้ไปฉีดไลฟ์เซลล์ “เซลล์รกแกะ” เพื่อฟื้นฟูโกรทฮอร์โมนให้กลับมาหนุ่มสาวอีกครั้ง เป็นนวัตกรรมของสถาบัน “Villa Medica” ที่ประเทศเยอรมนี ค่าใช้จ่ายประมาณ 6 แสนบาท โอ้โห!! ฉีดแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า กระชุ่มกระชวยขึ้นทันที เหมือนอายุอ่อนลง 20 ปี!! ฉีดต่อเนื่องมาเป็นปีที่สองแล้ว ให้ผลดีมาก แต่ก็ต้องเตือนก่อนว่า ใครที่อยากฉีดเซลล์รกแกะ ควรตรวจเช็กร่างกายให้ละเอียด ถ้ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ห้ามฉีดเด็ดขาด

ม.ร.ว.โสรัจจ์

ม.ร.ว.โสรัจจ์

ด้าน “คุณชายแจ๊ค-ม.ร.ว.โสรัจจ์ วิสุทธิ” แม้ปีนี้จะอายุย่าง 63 ปีแล้วก็ตาม แต่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงโลกได้สำเร็จ จนกลายเป็นโรลโมเดลของทุกคนในแวดวงสังคมชั้นสูง “คุณชายแจ๊ค” ยืนยันว่า ดูแลตัวเองอย่างดีมาตั้งแต่หนุ่มๆ จึงไม่เคยพึ่งมีดหมอ หรือเทคโนโลยีความงามใดๆ เพิ่งจะมาตอนอายุขึ้นเลขห้า ตกใจมาก!! จู่ๆก็มีฝ้าดำขึ้นที่หางตาทั้ง 2 ข้าง เลยไปหา “หมอขวัญ” ที่ราชเทวี คลินิก หมอแนะนำให้แต้มยา ทำอยู่นาน 4-5 เดือน ฝ้าก็จางหายไปหมด ส่วนฝ้าตรงแก้มใช้กรดผลไม้จิ้มทุกอาทิตย์ คุณหมอจะบอกเสมอว่า ต้องทำเนิ่นๆตั้งแต่ตอนเป็นน้อยๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ยิ่งรักษายาก เพิ่งจะมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ที่เริ่มใช้บริการเลเซอร์หน้า โดย “หมอขวัญ” แนะนำให้ทำเลเซอร์ 3 ตัว อาทิตย์ละครั้ง ตัวแรกเน้น ผิวหน้าใส, ตัวที่สองกระตุ้นคอลลาเจน และตัวที่สามช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ไม่มีรูขุมขน ก็ทำมาต่อเนื่อง เดือนละครั้ง รู้สึกเลยว่าหน้าไม่เหี่ยวย่น ล่าสุด ยังได้ลองเครื่อง “อัลเธอร่า” เป็นพลังงานอัลตราซาวน์ ที่ช่วยให้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย กลับมากระชับตึงอีกครั้ง ทำแค่หนเดียว เห็นความแตกต่างทันที และอยู่ได้เป็นปี แต่ค่าใช้จ่ายแพงหน่อย ประมาณครั้งละ 1 แสนบาท โดยส่วนตัวเชื่อว่าคนวัย 50 ปีขึ้นไป พวกครีมบำรุงเอาไม่อยู่แล้ว ต้องพึ่งเทคโนโลยียกกระชับหน้า ขณะเดียวกัน ก็ใช้การออกกำลังกายช่วยอีกทาง เพื่อให้เลือดลมหมุนเวียนดี และรูปร่างฟิตกระชับ “คุณชายแจ๊ค” วิ่งเหยาะๆทุกวัน วันละ 5-7 กิโล มาต่อเนื่อง 15 ปีแล้ว และพยายามมองโลกในแง่ดี

ชนะ

ชนะ

เรื่องความหนุ่มความหล่อไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้ว เพราะแม้แต่หนุ่มใหญ่มาดแมนเต็มร้อย เช่น “ป๋าอู๋-ชนะ สงวนสัตย์” ผู้บริหารบิ๊กค่ายพีอาร์ “พิมพลัส” ก็ยังฉีดโบทอกซ์มาตั้งแต่อายุ 45 ปี จนตอนนี้เลยวัยเลขห้ามาหลายปีแล้ว!! “ป๋าอู๋” ใช้บริการของโรงพยาบาลสมิติเวช เน้นฉีดโบทอกซ์เฉพาะจุด บ่งบอกความชรา คือ หน้าผาก, ใต้ตา และหางตา ยอมรับว่าเจ็บมาก แต่ก็ยอมทนเพื่อความเอ๊าะ ทุกวันนี้จะคอยเติมโบทอกซ์ทุก 6 เดือน และทำไอออนโตเติมออกซิเจนให้ผิวหน้า เพื่อขับเซลล์ผิวเก่าออก ทำแล้วรู้สึกเบาสบาย และสดใสดีด้วยความที่เป็นคนทำงานหนัก และนอนน้อย วันละ 4 ชั่วโมง จึงต้องอัดวิตามินทุกขนาน เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรม นอกจากนี้ยังว่ายน้ำเกือบทุกวันให้หุ่นฟิต พุงไม่ห้อย จะได้ดูแอ็กทีฟ และแก่ช้าลง

ศรุต

ศรุต

ใครที่เคยเห็นไฮโซคนดัง “ศรุต ทวีชัยวัฒนะ” ภายในรอบ 10 ปีมานี้ คงต้องอุทานเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำไมดูเอ๊าะจัง เหมือนสตัฟฟ์หน้าไว้แค่เลขสาม!! ทั้งๆที่ความจริงใกล้ขึ้นหลักห้าเต็มทีแล้ว เขายอมรับว่าเคยเสพติดเทคโนโลยีความงามมาก คือทำมาหมดทุกเทคโนโลยี (ขอย้ำว่าทุกอย่างจริงๆ!!) โดยก่อนทำจะศึกษาข้อดีข้อเสียอย่างละเอียดยิบทุกแง่มุม เป็นคนมีปัญหาเฉพาะเรื่องหนังตาตก และริ้วรอยรอบดวงตา ก็จะตระเวนทำเลเซอร์ทุกเดือน ต่อเนื่องนานเกือบ 10 ปี แรกๆที่ทำเห็นผลทันตาเลย แต่ยิ่งทำมากๆเข้า ยิ่งรู้สึกแย่ เพราะทำแล้วไม่จบไม่สิ้น ถูกหลอกเงินอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา เนื่องจากเป็นของที่ไม่ถาวร อยู่ได้แค่ 6 เดือน ถึง 1 ปี และที่สำคัญทำแล้วรู้สึกว่าหน้าบางลง แพ้ง่ายมาก จนรำคาญตัวเอง เมื่อ 5 ปีก่อน เลยเปลี่ยนคอนเซปต์ชีวิตใหม่หมด หันมาเข้าฟิตเนสและเล่นกีฬาแทน แล้วก็ทานวิตามินเสริม วันหนึ่งทานเกือบ 10 เม็ด รู้สึกเลยว่ามีความสุขขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งเลเซอร์

วราวุธ

วราวุธ

ด้วยความที่ผันตัวเองจากพีอาร์ ไฮโซ มาเป็นผู้ประกาศข่าวบันเทิงช่อง 3 ตอนอายุใกล้เลขสี่ ทำให้ “ป๊อป-วราวุธ เลาหพงศ์ชนะ” เกิดแรงฮึดสู้อย่างหนัก ต้องวิ่งรอกทำเลเซอร์ให้หน้าเอ๊าะอย่างด่วนจี๋!! โดยไว้วางใจให้ “คุณหมอวิชัย หงส์จารุ” แห่งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทำเลเซอร์แก้หางตาตกเป็นจุดแรก จากนั้นก็กระชับผิวหน้า, ทำหน้าใสให้ถ่ายรูปขึ้นกล้อง และฟื้นฟูผิวพรรณให้สดชื่นอ่อนเยาว์ จนใครต่อใครทักว่าดูหล่อสดใสขึ้นเยอะ ล่าสุด ผู้ประกาศข่าวหน้าเด็กยังไปฉีดวิตามินและเกลือแร่เข้าตัว ที่คลินิก Morphosis เพื่อเติมอาหารเสริมเข้ากระแสเลือด จะได้สดใสกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตา และยังมีแผนอยากกระชับหน้าท้องด้วยเทคโนโลยีตัวใหม่ เพื่อให้ดูเพอร์เฟกต์ขึ้นกล้องที่สุด!!

สุริยน

สุริยน

พูดถึง “หนึ่ง-สุริยน ศรีอรทัยกุล” พ่อค้าเพชรไฮโซแห่งบิวตี้ เจมส์ ถือว่าโชคดีสุดๆที่เกิดมาหน้าเด็กอ่อนกว่าวัยหลายปี เลยยังไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการเฟซลิฟต์ ทั้งๆที่อีกสองปีก็จะเข้าหลักสี่แล้ว!! เคล็ดลับหน้าใสปิ๊งของหนุ่มคนนี้คือ ต้องขยันขโมยครีมบำรุงภรรยา “เมก้า” มาใช้ ในห้องนอนจะวางเรียงราย มีครบหมดทุกยี่ห้อ ไม่ต่างจากเคาน์เตอร์เครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า แถมภรรยายังจัดวิตามินให้ทานครบเซต นอกจากนี้ เขายังได้คำแนะนำดีๆจากคุณแม่ให้ใช้ครีมบำรุง และครีมกันแดด ตั้งแต่อายุ 20 ปี เมื่อถามว่า ถ้าอายุเยอะขึ้น จะทำเลเซอร์และฉีดโบทอกซ์ไหม เขาตอบรวดเร็วว่า ผมขอหล่อแบบธรรมชาติครับ เพราะไม่อยากฉีดสารแปลกปลอมเข้าร่างกาย.

“ทีมข่าวหน้าสตรี”

ศัลยกรรม ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งปันเพื่อน

หมอแนะอยากมีผิวพรรณอ่อนเยาว์ ต้องดูแลกันตั้งแต่วัยรุ่น

March 25th, 2011 by ndesigns No comments »

ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ต้องดูแลกันตั้งแต่วัยรุ่น

พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ รับรางวัลผู้มีประสบการณ์ในการทำอัลเธอร่ามากที่สุด.

แม้ผู้หญิงยุคใหม่จะรู้จักดูแลผิวหน้าอย่างพิถีพิถันมาตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ปัญหาใหญ่ ของหญิงสาววัย 40 อัพ ก็หนีไม่พ้นเรื่องริ้วรอยรอบดวงตา, ผิวหน้าหย่อนคล้อย และหางตาตก ซึ่งล้วนแต่เป็นร่องรอยบ่งบอกความสูงวัย

นับเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของบรรดาแพทย์ผิวหนังทั่วโลก รวมถึงแพทย์ผิวหนังในเมืองไทย ที่จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ โดยล่าสุด “พญ.นันทภัทร์ สุภาพรรณชาติ” อเมริกันบอร์ดเลเซอร์ผิวหนังและศัลยศาสตร์ ผิวพรรณ บอกเล่าถึงความมหัศจรรย์ของ “อัลเธอร่า” นวัตกรรมใหม่ที่กำลังฮอตไปทั่วโลก ในงานประชุมสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยว่า “อัลเธอร่า” เป็นพลังงานอัลตราซาวด์ ที่ช่วยให้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย และรูปหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย กลับมากระชับตึงอีกครั้ง ด้วยการส่งพลังงานลึกลงสู่ชั้นสแมช ซึ่งเป็นชั้นที่พยุงกล้ามเนื้อทุกมัดบนใบหน้า ช่วยให้โครงสร้างโดยรวมของใบหน้าถูกยกขึ้น เป็นชั้นเดียวกับที่แพทย์ทำการผ่าตัดดึงหน้า โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ และไม่ต้องนอนพักฟื้น ผลการรักษาที่ได้รับจะค่อยเป็นค่อยไป ดูเป็นธรรมชาติมาก ต้องใช้เวลา 2-6 เดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน เหมาะกับผู้หญิงวัย 30 ขึ้นไป

อย่างไรก็ดี คุณหมอฝากข้อคิดว่า การดูแลผิวพรรณ ถ้าเริ่มทำอย่างถูกต้องตั้งแต่วัยรุ่น จะช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์และแก่ช้ากว่าคนทั่วไป โดยแนะนำให้เริ่มจากการล้างหน้าให้สะอาดอย่างล้ำลึก แล้วทาครีมบำรุงให้เหมาะสม กับวัย ที่สำคัญต้องใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ ถ้าทำได้เช่นนี้ ก็ไม่จำเป็น ต้องพึ่งเทคโนโลยีก่อนวัยอันควร.

ผิวหนังและความงาม ที่มา ไทยรัฐ

แบ่งปันเพื่อน